ความเชื่อมั่นในประชาธิปไตยที่ไม่เลือนหายไปในยามวิกฤติ

“คุณเป็นคนอเมริกัน มากกว่าคนอเมริกันจริงๆ เสียอีก” เพื่อนคนหนึ่งบอกผม

สำหรับผมนั่นเป็นความคิดที่ประหลาด เพราะแม้ว่าตอนนี้ผมจะอาศัยอยู่ที่สหรัฐอเมริกา แต่ผมก็เกิดและโตที่ประเทศไทย ผมเหยียบแผ่นดินอเมริกาครั้งแรกตอนปี พ.ศ. 2560 และเวลาพูดคุยกับใคร คนก็จะรู้ว่าผมเป็นคนต่างชาติได้อย่างง่ายดาย

“ไม่จริง” เพื่อนผมยืนยัน มีความเป็นอเมริกันหลายอย่างที่ผมได้ซึมซับเข้าไป “คุณคึกทุกครั้งเวลาพูดเรื่องอเมริกันฟุตบอล คุณสนใจการเมืองอเมริกันมากกว่าคนอเมริกันส่วนใหญ่ และคุณชอบกิน Popeyes”

ทั้งหมดที่เขาพูดมา ทำให้ผมกลายเป็นคนอเมริกันมากกว่าคนอเมริกันเองหรือนี่

อนึ่ง ผมไม่เคยมั่นใจเลยว่าผมเคยตกหลุมรักประเทศอเมริกาหรือไม่ ผมมองเห็นปัญหามากมายที่ประเทศนี้มีตั้งแต่วันแรกที่มาถึงซานฟรานซิสโก เงินมากมายที่สะพัดในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีช่างขัดกับภาพความสิ้นหวังของคนไร้บ้าน โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ของประเทศนี้ทำให้ผมประหลาดใจ เพราะ Bay area ดูจะเป็นพื้นที่ที่ยังไม่พัฒนาสักเท่าไหร่หากเทียบกับมหานครที่ยิ่งใหญ่ในเอเชียตะวันออก

แต่ในขณะเดียวกันก็มีอะไรหลายๆ อย่างในความอเมริกันที่ผมชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นความคิดสร้างสรรค์ที่เห็นได้ทั่วแคลิฟอร์เนีย จิตวิญญาณของนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนรัฐบนชายฝั่งตะวันตกของอเมริกาให้เป็นที่รู้จักทั่วโลก ค่านิยมที่เปิดกว้าง การยอมรับ และความเชื่อในศักยภาพและความดีของมนุษย์ทำให้สังคมที่นี่มีความหลากหลายไม่เหมือนใคร

นักวิจารณ์มักพูดถึงอำนาจแฝง (soft power) หรือการครอบงำและหากลุ่มสนับสนุนโดยไม่ต้องใช้กำลังทหาร หากวิเคราะห์จากอิทธิพลของวัฒนธรรมอเมริกัน ทั้งด้านค่านิยมทางการเมืองและอำนาจทางเศรษฐกิจ จะเห็นได้ชัดเลยว่าสหรัฐอเมริกาจะยังเป็นผู้นำโลกต่อไป

ทว่าการที่นักเรียนไทยคนหนึ่งชื่นชอบในอเมริกาจะป็นผลลัพท์ของอำนาจแฝงหรือไม่?

ในขณะนี้ ภาพลักษณ์ของอเมริกาที่ดูเป็น “เมืองที่สว่างไสวบนยอดเขา” สถานที่แห่งความหวังและโอกาส ดูเหมือนจะถูกทำลายลงในยุคการบริหารของโดนัลด์ ทรัมป์ แนวคิดอเมริกันเป็นใหญ่กลับมาชัดเจนอีกครั้งในช่วงการระบาดของไวรัสโคโรนา และแนวคิดนี้เอง ทำให้นักเรียนไทยหลายคนเลือกที่จะกลับบ้าน

ยกความยึดมั่นในเสรีภาพของชาวอเมริกันเป็นตัวอย่าง “เราเข้าใจว่าคนอเมริกันรักเสรีภาพ” นักเรียนแลกเปลี่ยนคนหนึ่งบอกกับผม “แต่พวกเขากำลังใช้มันเป็นข้ออ้างเพื่อสร้างความวุ่นวาย” มันเป็นเรื่องยากที่จะลืมภาพกลุ่มผู้ประท้วงติดอาวุธในรัฐมิชิแกน ที่ออกมาเรียกร้องให้ยกเลิกการปิดเมืองเพื่อเสรีภาพแม้ว่ายอดผู้เสียชีวิตในสหรัฐอเมริกาจะสูงที่สุดในโลกก็ตาม

ชัดเจนว่ายอดผู้เสียชีวิตนั้นสะท้อนถึงความอ่อนแอของสถาบันต่างๆ ของสหรัฐอเมริกา รัฐบาลกลางนั้นนิ่งเฉย รัฐต่างๆ ล้มลุกคลุกคลานในการกำหนดมาตรการรับมือ และเพราะสวัสดิการทางการแพทย์ที่ล้มเหลวของสหรัฐฯ คนไทยหลายคนจึงเลือกที่จะกลับบ้าน เนื่องจากอย่างน้อยเราก็มีสวัสดิการทางการแพทย์ถ้วนหน้า

แม้แต่กลุ่มคนที่มองว่าการทำงานของนักการเมืองไทยนั้นไร้สามัญสำนึก ยังหวาดผวากับชุดความคิดที่ไม่เอาวิทยาศาสตร์ ไร้สามัญสำนึกของพรรคริพับลิกัน ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในยุคของรัฐบาลทรัมป์

การฟังบรรยายของประธานาธิบดีคือความเจ็บปวด จะให้เรียกว่าเป็นการแถลงการณ์ต่อสื่อมวลชนก็จะดูดีเกินไปเพราะมันช่างเหมือนการนั่งดูศาลปกครองที่เต็มไปด้วยผู้นำที่บ้าคลั่ง ไม่ว่าที่ผ่านมาจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้างภายใต้การบริหารของทรัมป์ แต่การที่ประธานาธิบดีออกมาแนะนำให้ประชาชนฉายแสงอัลตร้าไวโอเล็ตหรือให้ฉีดน้ำยาฆ่าเชื้อเข้าตัวดูจะเป็นจุดต่ำสุดของรัฐบาลนี้

นี่หรือผู้นำแห่งโลกเสรี?

ในชีวิตประจำวัน หลายคนเริ่มรู้สึกถึงผลกระทบจากการเหยียดเชื้อชาติ ซึ่งเป็นปัญหาที่มีมานานในสหรัฐอเมริกา “เราไม่รู้สึกปลอดภัยเหมือนเดิมในการใช้ชีวิตอยู่ในอเมริกาในฐานะนักเรียนต่างชาติ” เพื่อนของผมคนหนึ่งกล่าว “ผู้คนต่างมองหาแพะรับบาป และแน่นอนพวกเขาก็ชี้เป้ามาที่คนเอเชีย”

มุมมองที่มีต่อการเป็นผู้นำของอเมริกานั้นแย่ลงเรื่อยๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โพลสำรวจ Gallup แสดงให้เห็นว่าในประเทศไทย มุมมองต่อผู้นำของสหรัฐอเมริกานั้นแบ่งออกเป็นยุคโอบาม่าและยุคทรัมป์ NIDA เผยว่าคนไทยไม่เลือกทรัมป์เป็นประธานาธิบดี แต่เนื่องจากไม่มีผลสำรวจใหม่ๆ ออกมา เราทำได้เพียงคาดเดาว่าในขณะนี้คะแนนความนิยมจะลดลงไปอีกขนาดไหนท่ามกลางภัยพิบัตินี้

ฝ่ายพันธมิตรของอเมริกา แม้จะดูทำผลงานได้ดีกว่านิดหน่อย บอริส จอห์นสันก็นำพาประเทศอังกฤษสู่วิกฤติ คนไทยในอังกฤษต่างประณามการปิดเมืองที่ช้า และวิธีควบคุมโรคแบบ herd immunity นักเรียนไทยคนหนึ่งบอกกับผมว่าพอเขาได้ยินเรื่อง herd immunity เขาวางแผนกลับไทยทันที

แต่แม้ว่าความศรัทธาในผู้นำแบบเสรีของตะวันตกจะลดลง เป็นโอกาสให้ศัตรูของสหรัฐอเมริกาทำคะแนน ดูเหมือนว่าจีนจะยังไม่สามารถทำคะแนนเพิ่มจากความผิดพลาดของอเมริกาในครั้งนี้ได้

แน่นอนว่ารัฐบาลจีนได้รับผลประโยชน์จากมุมมองต่อจีนที่เปลี่ยนไปในระดับโลก หลายคนชื่นชมการรับมือไวรัสโคโรนาที่รวดเร็วและการทำงานให้เสร็จลุล่วงของประเทศจีน เช่น การสร้างโรงพยาบาลให้เสร็จได้ภายใน 10 วัน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การที่จีนปิดบังเรื่องไวรัสโคโรนาในช่วงต้น ทำให้ผู้คนเกิดเคลือบแคลงในตัวรัฐบาลจีนในการเป็นสมาชิกที่ดีของประชาคมโลกแบบที่จีนมักกล่าว แม้ว่าอำนาจแฝงของจีนอาจจะไม่ได้รับผลกระทบจากการระบาดครั้งนี้ แต่หากจะบอกว่าไวรัสมาทำให้จีนดูดีขึ้นในสายตาประชาคมโลกก็ดูจะเป็นการกล่าวเกินจริง

คำถามที่ตามมาคือการทำงานที่ผิดพลาดของประชาธิปไตยในโลกตะวันตกนั้นทำให้ความนิยมในระบอบเผด็จการเพิ่มขึ้น หรือความศรัทธาในระบบประชาธิปไตยลดลงหรือไม่

นักวิชาการด้านสังคมศาสตร์เน้นย้ำว่าระบบการปกครองดูจะมิใช่ตัวแปรที่สำคัญสักเท่าไหร่ในการบ่งชี้ว่าประเทศไหนจะรับมือได้ดีในวิกฤติเยี่ยงนี้ หลายประเทศประชาธิปไตยอย่างสหรัฐอเมริกาและอังกฤษรับมือได้แย่ แต่อีกหลายประเทศประชาธิปไตยก็ทำได้ดีเยี่ยม เช่น ไต้หวันและนิวซีแลนด์

มีเพียงผลสำรวจเท่านั้นที่จะบอกเราได้ว่าผู้คนชื่นชอบระบอบเผด็จการแบบจีนเพิ่มขึ้นหรือไม่ และเราไม่อาจคาดเดาได้ว่าผู้คนพร้อมจะถกเถียงอย่างเป็นเหตุเป็นผลในเรื่องระบบสองระบบนี้ขนาดไหนในขณะที่ภาพลักษณ์ฝั่งประชาธิปไตยตอนนี้ดูย่ำแย่ ทว่าการพูดคุยกับนักศึกษาไทยหลายคนเรื่องระบบการปกครองได้ให้ความหวังกับผม

“เราไม่คิดว่าเราสามารถมองว่าประชาธิปไตยเหมือนกันหมดในทุกที่ในบริบทนี้” เพื่อนคนหนึ่งบอกผมตอนที่ผมถามเธอว่าเธอเชื่อในประชาธิปไตยหรือไม่ “มันมีประเทศที่มีประชาธิปไตยอย่างเกาหลีใต้ที่ค่อนข้างจะประสบความสำเร็จในการรับมือกับโรคระบาด และปัญหาที่อเมริกาเผชิญคือการที่ผู้คนให้ค่าเสรีภาพส่วนบุคคลมากกว่าความต้องการของส่วนรวม”

ในทางหนึ่ง มันยากที่จะหลีกหนีข้อสรุปที่ว่าอเมริกาในตอนนี้กำลังเปราะบาง เป็นสหภาพที่เปราะบางที่มีผู้นำและสถาบันที่เปราะบาง สถาบันที่เปราะบาง ความเชื่อมั่นใจการนำของสหรัฐอเมริกานั่นอยู่ในจุดตกต่ำ

แต่ในขณะเดียวกัน มันน่าสนใจที่ผู้คนยังอยากที่จะเชื่อมั่นในประชาธิปไตย ในเสรีภาพ และในตัวสหรัฐอเมริกา ด้วยสังคมที่เปิดกว้าง ด้วยระบบการศึกษาชั้นนำระดับโลก และด้วยพื้นฐานความหลากหลายทางวัฒนธรรม สหรัฐอเมริกาก็ยังจะดึงดูดคนไทยและชาติอื่นไปอีกนาน แม้แต่กลุ่มคนไทยที่เลือกกลับบ้าน ก็คงไม่มีใครปฏิเสธที่จะกลับมาเรียนต่อที่อังกฤษหรืออเมริกาหากมีโอกาส สำหรับผู้เขียน ความวุ่นวายนี้ไม่ได้ส่งผลให้มีใครแพ้ใครชนะ การแข่งขันระหว่างประเทศเพื่อเอาชนะใจประชากรโลกก็ยังคงดำเนินต่อไป

ผู้เขียน Ken Lohatepanont

ผู้แปล Salisa Traipipitsiriwat

COVID-19

Covid-19 leaves Gen Z among the impacted group of people, while women beat men in being stressed out

The impact of Covid-19 outbreak was not just on the health and economy of the people of Thailand but...

Latest article